ชะตาชีวิต Dev 2025 แนวโน้มเส้นทางอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในปี 2025
ตรงกันข้ามกับที่สื่อประโคมว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์กำลังถูกแย่งงานโดย AI และไม่มีอนาคต ข้อมูลสถิติเผยให้เห็นว่างานพัฒนาฯ กำลังมีความต้องการสูง เติบโตต่อเนื่อง แต่ปี 2025 ชีวิตคนซอฟต์แวร์ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI ระบบอัตโนมัติ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้นักพัฒนาฯ บางสายงานเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่บางสายงานอาจเริ่มลดบทบาทลง ในบทความนี้ 9Expert Training จะเผยแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของวิชาชีพนักพัฒนาฯ ทักษะใหม่ที่ต้องเรียนรู้ และวิธีปรับตัวสำหรับแต่ละสายงาน
ย้อนเส้นทางชีวิตคนซอฟต์แวร์
ในระยะ 25 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล จากมูลค่าตลาดที่ไม่สูงนักในช่วงต้นปี 2000 ไปสู่การเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตและความต้องการแอพลิเกชันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Cloud Computing และการพัฒนา AI/ML ต่อไปนี้ 9Expert Team จะพาท่านย้อนดูมิติทัศน์ของวงการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในช่วงสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา
ตลาดแรงงานไอทีไทยใน 25 ปีที่ผ่านมา
ระหว่างปี 2000 ถึง 2010 เป็นช่วงที่ตลาดซอฟต์แวร์เติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่รวดเร็วเท่าช่วงหลัง ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับ Desktop และ Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นยุคที่ Java, C++, และ C# เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ และการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ ต่อมาในปี 2010 ถึง 2020 ภาษา Python เริ่มได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากความง่ายในการเรียนรู้ และการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งในวงการ Data Science, AI, และ Web Development พอถึงระหว่างปี 2020 กับ 2025 ภาษา JavaScript ยังคงครองตำแหน่งภาษาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่นักพัฒนาเว็บ ส่วน Go (Golang) และ Rust เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับงานที่เน้นความเร็ว
ระหว่างปี 2000 ถึง 2010 ตลาดเริ่มเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการมาของ Cloud Computing และ SaaS ที่ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ นอกจากนี้ Mobile App และ Big Data ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต ช่วงปี 2020 ถึงปี 2025 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเร่งตัวของ Digital Transformation ทั่วโลก การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การทำงานจากที่บ้าน (Remote Work) และ E-commerce นอกจากนี้การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในช่วงปี 2000 ถึง 2025 อัตราค่าจ้างของนักพัฒนาฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Data Scientist, AI/ML Engineer, และ Cloud Architect เนื่องจากความต้องการในตลาดสูงมากแต่มีบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางไม่เพียงพอ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั่วโลกเติบโตอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2010 ที่การมาของ Cloud Computing และ Software as a Service (SaaS) ได้พลิกโฉมวงการ ทำให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์และบริการด้าน IT เป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ระหว่าง 2011 ถึง 2014
ในปี 2011 การใช้ซอฟต์แวร์ของไทยยังมีน้อย คืออยู่ที่ประมาณ 18 % อัตราการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ไทยกับต่างประเทศยังไม่สามารถวัดได้ เพราะมีขนาดตลาดและมาตรฐานแตกต่างกัน ภาพรวมตัวเลขการส่งออกของไทยปี 2012 มีสัดส่วนไม่มากนัก โดยพบว่ามีมูลค่าการส่งออกรวม 817 ล้านบาท แบ่งเป็นบริการซอฟต์แวร์ 575 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในรูปแบบ SI Service ที่มีการขยายฐานในกลุ่มอาเซียน และซอฟต์แวร์สำเร็จรูป 242 ล้านบาท โดยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกจากความต้องการของตลาดที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
เทรนด์ที่มาแรงและเป็นที่นิยมระหว่างปี 2011 ถึง 2014 คือบิ๊กดาต้า ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในบริการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินออนไลน์ ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์คือ การขาดแคลนบุคลากร มีจำนวนบุคลากรที่ต้องการเพิ่มขึ้นถึง 8,136 คน โดยกลุ่มทักษะที่มีความต้องการเพิ่มคือ การออกแบบและเขียนโปรแกรม Object-Oriented Design และ Programming 34% ตรวจสอบคุณภาพของซอฟต์แวร์ 16% และรับเรื่องและวิเคราะห์ (Requirement Gathering and Analysis) 15% ตามลำดับ
การเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ระหว่าง 2019 ถึง 2022
ตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศไทยเติบโต 20.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ในครึ่งแรกของปี 2022 เร่งขึ้นจาก 14.5% YoY ในครึ่งหลังของปี 2021 ผู้ผลิตซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อส่วนแบ่งการตลาด สิ่งนี้บังคับให้ธุรกิจต้องคิดใหม่เกี่ยวกับกระบวนการที่มีอยู่ มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแบบเฉพาะบุคคล ธุรกิจต้องการเครื่องมือเพื่อเอาชนะความท้าทายและอยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรธุรกิจไทยหันมาพึ่งพาซอฟต์แวร์ที่มีราคาย่อมเยา ชาญฉลาด และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น
สภาวะอาชีพ Dev ในปี 2024
ในปี 2024 ตลาดแรงงานสาย Software Development ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตำแหน่งที่ประกาศรับสมัครมากที่สุด ได้แก่ Software Developer, Full Stack Developer, Front-End Developer, และ Programmer/Analyst ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการขององค์กรที่เร่งพัฒนาแอพและระบบดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะทักษะ React, Node.js, Python และ C# ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้สมัครที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับอาวุโส
นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นสายงานที่มีความต้องการสูงที่สุดในตลาดแรงงานไทย อัตราเงินเดือนของสาย Software Development ยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบสัญญาจ้างที่ให้ความยืดหยุ่นและรายได้สูงกว่าพนักงานประจำในตำแหน่งเดียวกัน มีสัดส่วนประกาศรับสมัครงานจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 18.4% ของตำแหน่งงานไอทีทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาซอฟต์แวร์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรทุกอุตสาหกรรมในประเทศ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ยังส่งผลให้เงินเดือนและค่าตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น Full Stack Development และ Mobile Development รวมถึงความเชี่ยวชาญในภาษาโปรแกรมที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น C#, Python, และ JavaScript ก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการสูงเป็นพิเศษ
งานสาย QA Automation, DevOps และ Mobile Development ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในองค์กรที่เน้นการพัฒนาแบบ Agile และ CI/CD pipeline ส่วนผู้ที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น Cloud Computing, Cybersecurity และ Data Science จะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากความขาดแคลนในตลาดแรงงานไทย
สายงาน Full-Stack Developer
Full-Stack Developer เปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญรอบด้านที่เข้าใจภาพรวมของระบบทั้งหมด สามารถสร้างและดูแลซอฟต์แวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับองค์กร บทบาทของ Full-Stack Developer ครอบคลุมทั้งสองส่วนหลักของการพัฒนา คือ Front-End และ Back-End Development สามารถในการเชื่อมโยงและประสานงานระหว่างทั้งสองส่วนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ทำให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในทีมพัฒนา โดยเฉพาะในโปรเจกต์ขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพที่มีบุคลากรจำกัด
ทักษะที่ Full-Stack Developer ควรมี
ประกอบด้วยทักษะ Front-End Development, HTML, CSS, JavaScript, Frameworks เช่น React, Vue.js หรือ Angular, งาน Responsive Design และ UX/UI เบื้องต้น งาน Back-End Development ภาษาโปรแกรม เช่น C#, Node.js, Python (Django/Flask), Java (Spring) การสร้าง API และ RESTful services การจัดการเซิร์ฟเวอร์และการเชื่อมต่อฐานข้อมูลDatabase SQL (MySQL, PostgreSQL), NoSQL (MongoDB, Firebase) ทักษะ Version Control Git และ GitHub สำหรับการจัดการเวอร์ชันของโค้ดและการทำงานร่วมกับทีม ทักษะ DevOps เบื้องต้น การ Deploy ระบบ เช่น Docker, CI/CD ทักษะเกี่ยวกับ การใช้งาน Cloud เช่น AWS, Azure หรือ Google Cloud
แนวโน้มอาชีพ Full-Stack Developer ในปี 2025
ยังคงเป็นที่ต้องการสูง ปี 2024 เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ในช่วงกลางถึงสูง สำหรับผู้มีประสบการณ์ 1 ถึง 4 ปี โดยเน้นทักษะ React, Node.js, และ API integration ปี 2025 ตัวเลขจาก SalaryExpert แสดงการเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในระดับ Senior (8+ ปี) ที่อาจแตะ 1.45 ล้านบาทต่อปี แต่บทบาทจะเปลี่ยนไป เน้นความสามารถในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
Full-Stack Developer ไม่ได้เป็นเพียงคนเขียนโค้ดอีกต่อไป แต่เป็นผู้สร้างระบบที่สร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์กรโดยเฉพาะสตาร์ทอัพยังคงต้องการ Full-Stack Developer ที่สามารถดูแลได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นชนปลาย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนา โดยมี AI เข้ามาช่วยงานที่ซ้ำซาก เช่น การเขียนโค้ดเบื้องต้น (boilerplate code), การสร้าง test case, และการ debug ทำให้ Full-Stack Developer สามารถทุ่มเทเวลาไปกับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและการแก้ปัญหาทางธุรกิจได้มากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงในบทบาทของ Full-Stack Developer
ในปี 2025 บทบาทของ Full-Stack Developer จะขยายไปถึงการดูแลระบบบน Cloud Platforms (เช่น AWS, Azure, GCP) และใช้กระบวนการ DevOps เพื่อทำให้การ Deploy, การดูแลรักษา, และการปรับขนาดแอพเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น GitHub Copilot เพื่อช่วยเขียนโค้ดและเพิ่มผลผลิต ต้องเข้าใจการทำงานของ Microservices, Containerization (Docker) และการจัดการ Orchestration (Kubernetes) ความรู้ด้าน Cybersecurity เพื่อป้องกันการโจมตีและการรั่วไหลของข้อมูล เนื่องจากเป็นผู้ดูแลทั้งระบบ การมีความรู้ด้านความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การฝึกฝนทักษะ Full-Stack Develop
9 Expert training อบรมสร้างทักษะ Full-Stack Developer หลายวิชา เช่น ชุดวิชา Citizen Developer Career Path ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาแอพที่ใช้งานได้บนหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Cross-Platform และ Low Code เน้นการใช้เครื่องมืออย่าง Power Apps, Power Automate และ AI Builder เพื่อสร้างแอพที่เชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ชุดวิชา Web Developer Career Path ที่สอนตั้งแต่การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C# การพัฒนา Web ด้วย ASP.NET Core MVC และ RESTful API ไปจนถึงการเชื่อมต่อฐานข้อมูล และเรียนรู้ AI Tools อย่าง Github Copilot เพื่อช่วยเขียนโค้ดอัตโนมัติ เสริมทักษะ Low-Code Integration ให้ผู้อบรมสามารถเชื่อมต่อกับระบบองค์กร หรือแอป Low-Code อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สายงาน Software Engineer
วิศวกรซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้แค่เขียนโค้ดเท่านั้น แต่ยังออกแบบ พัฒนา และดูแลรักษาระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่แอพมือถือ เว็บไซต์และเว็บแอพ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการและปัญญาประดิษฐ์ บทบาทและหน้าที่หลักของ Software Engineer แบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนมีความสำคัญต่อการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ออกแบบและวางแผนสถาปัตยกรรมระบบ พัฒนาและเขียนโค้ด ทดสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด ดูแลรักษาระบบหลังจากที่ซอฟต์แวร์ถูกใช้งานจริงแล้ว อัปเดตระบบเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทักษะที่ Software Engineer ควรมี
ต้องรู้ภาษาโปรแกรมต่าง ๆ เช่น Python, Java, C++, C#, JavaScript, Go หรือ Rust เข้าใจหลักการ OOP (Object-Oriented Programming) และ Design Patterns สามารถใช้งาน Software Development Tools อย่าง Git และ Version Control ได้คล่อง คุ้นเคยกับ IDEs เช่น VS Code, IntelliJ มีทักษะ Database Management SQL (MySQL, PostgreSQL) และ NoSQL (MongoDB, Redis) ทักษะ System Design & Architecture เข้าใจการออกแบบระบบขนาดใหญ่ เช่น Microservices, Load Balancing, Scalability ทักษะ Testing & Debugging Unit Testing, Integration Testing, Automated Testing รู้วิธีใช้เครื่องมือพวก Jest, JUnit, Selenium ทักษะ DevOps & Deployment Docker, Kubernetes, CI/CD pipelines ทักษะ Cloud Platforms เช่น AWS, Azure, GCP มี Security Awareness เข้าใจแนวทางการเขียนโค้ดที่ปลอดภัย เช่น OWASP Top Ten
แนวโน้มอาชีพวิศวกรซอฟต์แวร์ในปี 2025
แนวโน้มโดยรวมคือตลาดงาน Software Engineer ยังคงเติบโต เงินเดือนเฉลี่ยต่อปี ในปี 2024 ประมาณ 580,000 ถึง 600,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ยในปี 2025 ต่อปี 617,438 ถึง 1,191,187 ต่อเดือน มีความต้องการทักษะที่เฉพาะเจาะจงและเป็นผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ผู้ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วจะยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะเน้นทักษะเฉพาะทางกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น การใช้ AI เพื่อช่วยเขียนโค้ด ทำให้ Software Engineer สามารถปรับตัวไปสู่การทำงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การสร้างและปรับปรุงแบบจำลอง AI
ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงย้ายระบบไปอยู่บน Cloud Computing ทำให้ความต้องการผู้เชี่ยวชาญ Cloud และ DevOps ที่มีหน้าที่ดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยมีสูงขึ้น การทำงานจากที่ไหนก็ได้ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้ Software Engineer สามารถทำงานข้ามชาติได้ แต่ก็ต้องมีทักษะในการสื่อสารและบริหารจัดการตัวเองให้ดี บริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะรับผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่ เนื่องจากต้องการบุคลากรที่สามารถสร้างมูลค่าและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทันที นอกจาก Hard Skills อย่างภาษาโปรแกรมแล้ว Soft Skills เช่น ทักษะการแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีมจะมีความสำคัญมากขึ้น
ทักษะใหม่ที่ต้องเพิ่ม
เพื่อให้อยู่ในเส้นทางอาชีพที่เติบโตได้ Software Engineer ควรพัฒนาทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะ AI/ML ความเข้าใจในการสร้างแบบจำลอง ML และการใช้งานเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ความเชี่ยวชาญ Cloud Computing การทำงานกับแพลตฟอร์มคลาวด์ เช่น AWS, Azure, หรือ Google Cloud ความรู้ด้านความปลอดภัยของระบบ เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เพิ่มทักษะในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล เรียนรู้การนำแนวคิดและเครื่องมือของ DevOps มาใช้
การเรียนรู้ทักษะสายอาชีพ Software Engineer
สถาบัน 9 Expert training เปิดอบรมทักษะ Software Engineer หลากหลายวิชา ยกตัวอย่างอย่างเช่น Programming in C# with Visual Studio สอนเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C# หลักการ Object Oriented Programming วิชา ADVANCED POWER APPS FOR BUSINESS พัฒนา App แบบ Low Code / No Code ด้วย Power Apps เพื่อพัฒนา App ในระดับสูง ผ่านการใช้งานร่วมกับ Functions, Controls, Components, AI Builder และ Power Automate เป็นอาทิ
สายงาน UX/UI Designer
งานออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้งานเว็บแอพและโมบายแอพ โดย UX Designer มุ่งเน้นการวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และอารมณ์ของผู้ใช้ เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่ราบรื่นและตอบโจทย์ ขณะที่ UI Designer รับหน้าที่ออกแบบหน้าตาและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สวยงาม ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับแนวทาง UX ที่วางไว้ ทั้งสองบทบาทต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทั้งมีประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นสายงานที่มีความต้องการสูงในยุคดิจิทัลและมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจออนไลน์
ทักษะที่ UX/UI Designer ต้องมี
แบ่งออกเป็นทักษะ UX (User Experience) ประกอบด้วย Empathy (เข้าใจผู้ใช้งาน) เข้าใจความรู้สึก ความต้องการ และพฤติกรรมของผู้ใช้ผ่านการสัมภาษณ์ การทำแบบสอบถาม และ Usability Testing การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อหาข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบ UX Tools ใช้เครื่องมือเช่น Persona, Empathy Map, User Journey เพื่อวิเคราะห์และวางแผนประสบการณ์ผู้ใช้ การวาง User Flow และ Wireframe วางแผนเส้นทางการใช้งานของผู้ใช้ให้เข้าใจง่ายและไม่หลงทาง การทำ Prototype และ Testing สร้างต้นแบบและทดสอบกับผู้ใช้งานจริงเพื่อปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริง
แนวโน้มอาชีพ UX/UI Designer ในปี 2025
ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงานดิจิทัลทั่วโลก ปี 2024 ผู้มีประสบการณ์ 3–7 ปีมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ถึง150,000 บาท ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม (IT, Fintech, FMCG ฯลฯ) ปี 2025 ตำแหน่ง Senior และ Lead UX/UI Designer มีแนวโน้มแตะระดับ 1.2 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะในสาย E-Commerce, SaaS และองค์กรที่เน้น Design Thinking
บริษัทต่าง ๆ ต้องการนักออกแบบที่ไม่เพียงแค่สร้างหน้าตาสวยงาม แต่ยังเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้และสามารถเชื่อมโยงดีไซน์เข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างลึกซึ้ง เทรนด์สำคัญที่กำลังมาแรงคือ Design Thinking, Micro interactions, และการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความยั่งยืนของผู้ใช้ในระยะยาว ถือเป็นยุคทองของสายงานนี้สำหรับผู้ที่มีทักษะรอบด้านและพร้อมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทักษะ UI (User Interface) การออกแบบให้สวยงามและใช้งานง่าย เข้าใจองค์ประกอบศิลป์ เช่น สี ฟอนต์ และการจัดวาง เพื่อสร้างความประทับใจและความเข้าใจที่ดี การวาง Layout และ Design System จัดองค์ประกอบหน้าจอให้เป็นระเบียบและสอดคล้องกันในทุกแพลตฟอร์ม การใช้ Design Software เช่น Figma, Adobe XD, Sketch เพื่อสร้าง Mockup และ Prototype ความรู้ด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้ใช้ เข้าใจหลักการทำงานของสมองมนุษย์เพื่อออกแบบ UI ที่ตอบสนองได้ดี
ทักษะใหม่ที่ต้องเพิ่มในปี 2025
ในยุคที่เทคโนโลยี AI, Chatbot และ Multi-Device Experience (ประสพการณ์หลากอุปกรณ์) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น นักออกแบบ UX/UI ต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ใหม่ เช่น AI-Driven Design (การออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI), Voice & Gesture-Based Interfaces (การอินเตอร์เฟสด้วยเสียงและท่าทาง), และ Inclusive Design (การออกที่เน้นการเข้าถึงของผู้ใช้ทุกกลุ่ม) นอกจากนี้ตำแหน่งเฉพาะทางอย่าง UX Researcher, Design Strategist, และ Conversation Designer ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 29.2%
คนทำ UX/UI มีหลายทักษะที่ต้องอัพเดต ยกตัวอย่างเช่นเข้าใจการใช้ AI ในการออกแบบ เช่น การใช้ Machine Learning เพื่อปรับแต่งประสบการณ์ผู้ใช้แบบเรียลไทม์ ใช้เครื่องมือที่มี AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และสร้างโปรแกรมต้นแบบให้โดยอัตโนมัติ วิธีออกแบบให้คนทุกกลุ่ม (รวมถึงผู้พิการหรือผู้มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี) สามารถใช้งานได้ดี ปรับ UI ให้รองรับมาตรฐาน WCAG และแนวทางการออกแบบที่เท่าเทียม 3D & Motion UI ใช้ 3D Elements และ Animation เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมจริงและน่าดึงดูด เข้าใจการใช้ Micro interactions เพื่อเพิ่มความรู้สึกตอบสนองและความประทับใจในการใช้งาน
ทักษะ Privacy-Centered Design ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ สร้างความไว้วางใจผ่านการออกแบบที่โปร่งใสและมีจริยธรรม Speed & Performance Optimization ออกแบบให้โหลดเร็ว ใช้งานลื่นไหล และลดความซับซ้อนของ Navigation ใช้เทคนิคเช่น Lazy Loading, Skeleton UI และการจัดโครงสร้างข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ Design Strategy & Business Thinking เข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจและสามารถเชื่อมโยงดีไซน์เข้ากับกลยุทธ์องค์กร วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบที่ส่งผลต่อ KPI โดยตรง
การเรียนรู้อาชีพ UX/UI Designer
สถาบัน 9 Expert training อบรมทักษะ UX/UI Design ที่ปรับปรุงให้ทันยุค 2025 ยกตัวอย่างอย่างเช่น Responsive Web Design with Bootstrap สำหรับนักออกแบบเว็บไซต์เพื่อนำเทคโนโลยี Bootstrap ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ประกอบด้วย HTML และ CSS มาใช้ช่วยในการออกแบบเว็บไซต์ที่ตอบสนองรวดเร็ว (Responsive) รองรับการแสดงผลทั้ง Mobile, Tablet และ Desktop
สายงาน Back-End Developer
ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาระบบเบื้องหลังของเว็บไซต์และแอพลิเกชัน โดยรับผิดชอบในการจัดการฐานข้อมูล การเขียนโค้ดฝั่งเซิร์ฟเวอร์ และการเชื่อมต่อกับ API เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับ Front-End Developer เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและตอบสนองได้ดี เข้าใจในโครงสร้างระบบ การจัดการข้อมูล และการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึงทักษะด้านความปลอดภัยและการปรับแต่งประสิทธิภาพของระบบ ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
ทักษะที่ Back-End Developer ต้องมี
นักพัฒนา Back-End มีบทบาทสำคัญในการสร้างและดูแลส่วนที่มองไม่เห็นของเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชัน ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล การจัดการฐานข้อมูล และการสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์กับผู้ใช้งาน เพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างราบรื่น ทักษะหลักที่ Back-End Developer ควรมีประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญในภาษาโปรแกรมอย่างน้อยหนึ่งภาษาเพื่อใช้ในการสร้างและจัดการเซิร์ฟเวอร์ เช่น Pythonเหมาะสำหรับงาน AI, Machine Learning และการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยเฟรมเวิร์กอย่าง Django หรือ Flask ภาษา C#, Java ใช้กันอย่างแพร่หลายในองค์กรขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการความเสถียรสูง JavaScript (Node.js) เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการพัฒนาแบบ Full-Stack และแอพแบบ Real-time PHPภาษาที่ได้รับความนิยมในการพัฒนาเว็บไซต์มายาวนาน โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มอย่าง
WordPress มีความเข้าใจในการทำงานของฐานข้อมูลทั้งแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Databases) และแบบไม่เชิงสัมพันธ์ (Non-Relational Databases) เช่น MySQL, PostgreSQL หรือ Microsoft SQL Server และ NoSQL สำหรับฐานข้อมูลแบบไม่เชิงสัมพันธ์เท่านั้น เช่น MongoDB เป็นที่นิยมสำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น หรือ Redis สำหรับ caching และการจัดการข้อมูลแบบ in-memory
ต้องมีความเข้าใจในเฟรมเวิร์ก (Frameworks) เพราะการใช้เฟรมเวิร์กช่วยให้การพัฒนาเว็บไซต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฟรมเวิร์กจะช่วยจัดการโครงสร้างและฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น ภาษา Python มีเฟรมเวิร์ก Django และ Flask ขณะที่ Node.js มีเฟรมเวิร์ก Express.js และ NestJS
ภาษา PHP มีเฟรมเวิร์ก Laravel และ Symfony มีความเข้าใจใน API (Application Programming Interface) เพราะมีหน้าที่สร้าง API เพื่อให้ส่วน Front-End สามารถเรียกใช้งานและสื่อสารกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้ เข้าใจ REST API ซึ่งเป็นรูปแบบการสร้าง API ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรือ GraphQL ที่เป็นอีกทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น
นักพัฒนา Back-End ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการควบคุมเวอร์ชัน (Version Control) มีทักษะในการใช้ระบบควบคุมเวอร์ชัน เช่น Git และแพลตฟอร์มอย่าง GitHub หรือ GitLab เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีม ช่วยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของโค้ด และย้อนกลับไปยังเวอร์ชันก่อนหน้าได้หากเกิดข้อผิดพลาด
แนวโน้มอาชีพ Back-End Developer ในปี 2025
ข้อมูลแนวโน้มล่าสุดสำหรับปี 2025 เผยว่าความต้องการแรงงาน Back-End Developer ยังคงสูง ข้อมูลปี 2024 รายได้ต่อปี 600,000 ถึง 870,000 บาท รายได้ต่อเดือน 50,000 ถึง 72,500 บาท (ข้อมูลจาก Adecco และ ISM Technology) ปี 2025 รายได้ต่อปีปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 684,000 ถึง 1,500,000+ บาท รายเดือน 57,000 ถึง 125,000 (ข้อมูลจาก JobsDB และ NodeFlair)
แต่เน้น "ความเชี่ยวชาญ" มากขึ้น อาชีพ Back-End Developer ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต่าง ๆ มุ่งสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดจะคัดสรรคนที่ "เก่งจริง" และ "พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่" โดยนักพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งและปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI และ Cloud Computing จะสามารถสร้างความได้เปรียบและเติบโตในสายอาชีพนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าเทคโนโลยี Low-code และ No-code จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความต้องการ Back-End Developer ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องมีการจัดการระบบที่ซับซ้อน เช่น Fintechการเงินดิจิทัล, ระบบการชำระเงิน E-commerce ระบบจัดการร้านค้า, คลังสินค้า, ระบบขนส่ง Cloud-based Services บริการบนคลาวด์ต่าง ๆ SaaS (Software as a Service): ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านคลาวด์ แม้ว่าภาษาหลักอย่าง Python, Java, JavaScript (Node.js) และ PHP จะยังคงได้รับความนิยม แต่ภาษาโปรแกรมอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Go (Golang) ก็กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นสำหรับการสร้าง Microservices และระบบที่มีประสิทธิภาพสูง
ทักษะใหม่ที่ Back-End Developer ต้องมีในปี 2025
นอกเหนือจากทักษะพื้นฐานแล้ว ทักษะที่ Back-End Developer ควรพัฒนาเพิ่มเติมในปี 2025 คือ Cloud Computing การทำงานกับแพลตฟอร์มคลาวด์หลักอย่าง AWS, Google Cloud Platform (GCP) และ Microsoft Azure ถือเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถขยายขนาดได้ (Scalable)
ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity): การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรต้องการ Back-End Developer ที่มีความเข้าใจและสามารถสร้างระบบที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้งาน Containerization และ CI/CD: การใช้เครื่องมืออย่าง Docker และ Kubernetes สำหรับการสร้างและจัดการสภาพแวดล้อม และการใช้ระบบ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Deployment) เพื่อทำให้กระบวนการ Deploy โค้ดเป็นไปโดยอัตโนมัติ
มี AI เป็น "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "ผู้มาแทนที่" เครื่องมือ AI อย่าง GitHub Copilot กำลังกลายเป็น "เพื่อนร่วมทีม" ของนักพัฒนา ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียนโค้ดและลดภาระงานซ้ำซ้อน นักพัฒนาที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีความได้เปรียบ การทำงานร่วมกับ AI มีแนวโน้มคือการเปลี่ยนจากการเขียนโค้ดทีละบรรทัดไปสู่การสื่อสารกับ AI ด้วยภาษาธรรมชาติ เพื่อให้ AI สร้างระบบขึ้นมาแทนที่ การมีความเข้าใจในหลักการทำงานของ AI และการสร้าง AI Agent จะเป็นทักษะที่เพิ่มมูลค่าให้แก่อาชีพนี้อย่างมาก
เรียนรู้ทักษะ Back-End Developer
สถาบัน 9Expert Training เปิดอบรมทักษะ Back-End Developer หลายวิชา เช่น Python Programming สอนการเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ หลักภาษาและไวยากรณ์ของ ภาษา Python MACHINE LEARNING USING PYTHON สอนให้เข้าใจหลักการของ A.I. และ Machine Learning เพื่อให้ผู้อบรมสามารถใช้ภาษา Python ประยุกต์ใช้งานทางด้าน AI และ Machine Learning Programming in C# with Visual Studio อบรมการเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษา C# และ พัฒนาตามแนวทาง Object Oriented Programming (OOP)
สายงาน Front-End Developer
อาชีพ Front-End Developer ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง เงินเดือนในปี 2025 เริ่มต้นที่ 35,000 ไปจนถึงแสนห้า แต่ต้องพัฒนาทักษะให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ AI, การทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง PWA และ Wasm รวมถึงการมีทักษะข้ามสายงานเพื่อทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนา “หน้าตา” ของเว็บไซต์หรือแอพที่ผู้ใช้งานมองเห็นและโต้ตอบโดยตรง โดยเน้นการใช้ภาษา HTML, CSS และ JavaScript ร่วมกับเฟรมเวิร์กยอดนิยมอย่าง React, Vue หรือ Angular เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลื่นไหลและตอบสนองได้ดี ทั้งนี้ยังต้องมีความเข้าใจหลักการ UX/UI, การออกแบบ Responsive Design และการเชื่อมต่อกับ API จากฝั่ง Back-End เพื่อให้ระบบทำงานได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ในยุคที่ผู้ใช้งานคาดหวังความสวยงามและความเร็ว Front-End Developer จึงเป็นบทบาทสำคัญที่ผสานความคิดสร้างสรรค์กับทักษะเทคนิคอย่างลงตัว
ทักษะที่ Front-End Developer ต้องมี
ความรู้ความเชี่ยวชาญที่ Front-End Developer ควรมีได้แก่ HTML, CSS, JavaScript มีความสามารถในการสร้างโครงสร้างและความสวยงามของหน้าเว็บ ออกแบบให้หน้าแอพตอบสนองฉับไวทั้งบนมือถือ แท็บเล็ต และเดสก์ท็อป เป็นผู้คล่องหลาย Frameworks และ Libraries เช่น React, Vue, Angular พัฒนา UI อย่างมีประสิทธิภาพ คล่อง Version Control (Git) จัดการโค้ดและทำงานร่วมกับทีม รู้หลักการ UX/UI เข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้และการออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถทำ API Integration เชื่อมต่อข้อมูลจากฝั่ง Back-End ได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถ Debugging และ Testing เพื่อให้ระบบ Front-End ทำงานได้อย่างราบรื่นไร้ข้อผิดพลาด เข้าใจเรื่อง Basic SEO และ Accessibility ที่ช่วยให้เว็บแอพถูกค้นเจอได้ง่าย และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนสามารถเข้าถึงได้
แนวโน้มอาชีพ Front-End Developer ในปี 2025
แนวโน้มอาชีพ Front-End Developer ในปี 2025 ยังคงสดใส ดูได้จากเงินเดือนในปี 2024 เฉลี่ย 29,500 ถึง 79,800 บาท (ข้อมูลจาก PayScale และ Adecco) มาถึงปี 2025 พุ่งขึ้นเป็น 52,500 ถึง 120,000 ต่อเดือน (ข้อมูลจาก JobsDB และ NodeFlair)
Front-End Developer ในปี 2025 มีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น เพราะต้องไม่เสียเวลาไปกับงานซ้ำซาก แต่ต้องปรับตัวมาใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเปลี่ยนบทบาทไปเน้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น แม้จะมีเครื่องมือใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่ความรู้ใน JavaScript Frameworks และ library หลักยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะ React, Vue.js และ Angular ที่ยังคงครองตลาดอยู่ แต่ก็ควรจับตามองเฟรมเวิร์กใหม่ ๆ อย่าง Svelte และ SolidJS ที่กำลังได้รับความนิยมจากประสิทธิภาพที่สูงขึ้น สามารถสร้าง Progressive Web Apps (PWAs) ที่ให้ประสบการณ์การใช้งานเหมือนแอพมือถือแต่ทำงานบนเบราว์เซอร์ กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น รวมถึงการใช้ WebAssembly (Wasm) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแอพให้ใกล้เคียงกับ Native App มากขึ้น
ต้องมีความรู้มากกว่าแค่ HTML, CSS, JavaScript เพื่อทำงานร่วมกับทีมอื่นได้ราบรื่นขึ้น มีความรู้พื้นฐานในการทำงานกับ API และการจัดการข้อมูล มีความรู้พื้นฐานในการใช้เครื่องมือ Docker, Kubernetes และระบบ CI/CD เพื่อช่วยในกระบวนการ Deploy สามารถเขียนโค้ดที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจมตีต่าง ๆ เช่น XSS เข้าใจหลักการออกแบบ UX/UI เพื่อสร้างแอพที่ใช้งานง่ายและสวยงาม นอกจากนี้ การสร้างเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (Web Accessibility) ตามมาตรฐาน WCAG ก็เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นที่ต้องการอย่างมาก
ทักษะใหม่ที่ Front-End Developer ต้องมีในปี 2025
เพื่อความสำเร็จในอาชีพ Front-End Developer ในปี 2025 นอกเหนือจากทักษะพื้นฐานอย่าง HTML, CSS, และ JavaScript แล้ว ยังมีทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีก เช่น การใช้เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น GitHub Copilot เพื่อเพิ่มความเร็วในการพัฒนา ลดข้อผิดพลาด และช่วยจัดการกับงานซ้ำซ้อนจะกลายเป็นมาตรฐานในการทำงาน การใช้ AI เพื่อสร้างโค้ดส่วนหน้า (เช่น Component) จากคำสั่งง่าย ๆ หรือการใช้ AI ในการสร้างภาพประกอบและไอคอนสำหรับ UI/UX ควรเริ่มสำรวจเฟรมเวิร์กอื่น ๆ ที่เน้นประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น Svelte มีจุดเด่นคือการเปลี่ยนโค้ดเป็นโค้ด JavaScript ที่มีขนาดเล็ก ทำให้แอปพลิเคชันทำงานได้เร็วขึ้น SolidJS เน้นประสิทธิภาพสูงด้วยการใช้แนวคิดการทำงานแบบ Reactive ที่แตกต่างออกไป
ต้องเพิ่มทักษะด้าน Web Performance Optimization เพราะผู้ใช้งานคาดหวังเว็บไซต์ที่โหลดเร็ว ดังนั้น Front-End Developer ต้องมีความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ เช่น การทำ Server-Side Rendering (SSR) และ Static Site Generation (SSG) การใช้เฟรมเวิร์กอย่าง Next.js หรือ Astro เพื่อช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นและเป็นมิตรกับ SEO การลดขนาดไฟล์และบีบอัดรูปภาพ เพื่อลดเวลาในการโหลดหน้าเว็บด้วย webp การใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น Vite หรือ Turbopack เพื่อเพิ่มความเร็วในการ Build โปรเจกต์ มีความรู้ด้าน UI/UX และ Web Accessibility เพื่อให้สามารถสื่อสารกับทีมออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การสร้างเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ (Web Accessibility) ตามมาตรฐาน WCAG ก็ถือเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง
การเป็น Front-End Developer ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โค้ดอีกต่อไป แต่ต้องมีความรู้พื้นฐานอื่น ๆ เพื่อการทำงานร่วมกับทีมที่ราบรื่น เช่น พื้นฐาน Back-End เข้าใจการทำงานกับ REST API และ GraphQL งาน DevOps มีความรู้เบื้องต้นในการใช้เครื่องมืออย่าง Docker และ CI/CD เพื่อช่วยในกระบวนการ Deploy ทักษะในภาษา TypeScript การใช้ TypeScript กลายเป็นมาตรฐานในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดข้อผิดพลาดและทำให้โค้ดจัดการได้ง่ายขึ้น
เรียนรู้ทักษะ Front-End Developer
9Expert training เปิดอบรมสร้างทักษะ Front-End Developer หลายวิชา เช่น Web Developer Career Path ที่สอนการพัฒนาระบบทั้ง Front-End และ Back-End เริ่มตั้งแต่การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C# การพัฒนา Web ด้วย ASP.NET Core MVC และ RESTful API ไปจนถึงการเชื่อมต่อฐานข้อมูล และเรียนรู้ AI Tools อย่าง Github Copilot เพื่อช่วยเขียนโค้ดอัตโนมัติ เสริมทักษะ Low-Code Integration ให้ผู้อบรมสามารถเชื่อมต่อกับระบบองค์กร หรือแอพ Low-Code อื่น ๆ
สายงาน DevOps Engineer
DevOps Engineer คือผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติการ เพื่อให้การสร้าง ทดสอบ และส่งมอบซอฟต์แวร์ไดเอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพและต่อเนื่อง โดยใช้แนวคิด DevOps ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกัน การทำให้เป็นอัตโนมัติ และการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง DevOps Engineer ต้องมีความเข้าใจทั้งการเขียนโค้ดและโครงสร้างพื้นฐานของระบบ รวมถึงเครื่องมืออย่าง CI/CD, Docker, Kubernetes และ Cloud Technology เพื่อสร้างระบบที่มีเสถียรภาพ ปรับใช้ได้รวดเร็ว และสามารถตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาได้ทันที ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้ ในปี 2025 ประเทศไทยยังขาดแคลนคนเก่งงาน DevOps Engineering
ทักษะที่ DevOps Engineer ต้องมี
DevOps Engineer ต้องมีทักษะหลากหลาย ทักษะสำคัญได้แก่ การเขียนสคริปต์อัตโนมัติด้วยภาษา Python หรือ Bash การใช้งานเครื่องมือ CI/CD เช่น Jenkins หรือ GitLab CI เข้าใจ Infrastructure as Code ด้วย Terraform หรือ Ansible การจัดการคอนเทนเนอร์ด้วย Docker และ Kubernetes ตรวจสอบระบบด้วย Prometheus หรือ Grafana รู้เรื่องการรักษาความปลอดภัยของระบบและการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังต้องมีทักษะการประสานงานระหว่างทีม Dev และ Ops เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและตอบโจทย์ธุรกิจได้
แนวโน้มอาชีพ DevOps Engineer ในปี 2025
ในปี 2025 อาชีพ DevOps Engineer ยังสดใส ดูได้จากจำนวนประกาศจ้างงานและเงินดือนที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เพราะ DevOps Engineer มีบาทสำคัญในองค์กรที่ต้องการความเร็ว ความเสถียร และความปลอดภัยในการส่งมอบซอฟต์แวร์ ตำแหน่ง DevOps Engineer จึงติดอันดับ 1 ใน 5 ตำแหน่งงาน IT อันเป็นที่ต้องการสูงสุด ตลาดแรงงาน DevOps Engineer ทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างมาก เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ได้นำหลักการ DevOps มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ด้วยทักษะที่หลากหลายและเป็นหัวใจสำคัญของการส่งมอบซอฟต์แวร์ ทำให้ DevOps Engineer เป็นหนึ่งในอาชีพที่มี เงินเดือนสูง และมีโอกาสเติบโตไปสู่ตำแหน่งระดับสูง เช่น Senior DevOps Engineer, DevOps Architect, หรือ Lead DevOps Engineer แม้ในช่วงที่ตลาดเทคโนโลยีมีความผันผวน ผู้เชี่ยวชาญ DevOps ยังคงเป็นที่ต้องการ เนื่องจากบทบาทนี้ช่วยให้บริษัทปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดเวลาหยุดทำงาน และเร่งการออกผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญต่อธุรกิจ
ทักษะใหม่ที่ DevOps Engineer ต้องมีในปี 2025
ในปี 2025 DevOps Engineer ต้องเสริมทักษะใหม่เพื่อรับมือกับระบบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะการผสาน AI และ Machine Learning เข้ากับ DevOps Workflow เพื่อการตรวจสอบเชิงคาดการณ์และการแก้ไขปัญหาอัตโนมัติ การพัฒนา Platform Engineering เพื่อสร้างระบบบริการตนเองให้นักพัฒนา (Internal Developer Platforms), การยกระดับสู่ DevSecOps ที่ฝังความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางของการพัฒนา (Shift-left Security), การใช้ FinOps เพื่อบริหารต้นทุนบน Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับตัวสู่ Serverless และ Edge Computing เพื่อรองรับการประมวลผลแบบเรียลไทม์และลดภาระโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการส่งมอบซอฟต์แวร์ แต่ยังมอบประสบการณ์ที่ดีให้ทีมพัฒนาและผู้ใช้
เรียนรู้ทักษะ DevOps Engineer
9Expert training เปิดอบรมสร้างทักษะ DevOps Engineer ครบทุกด้าน เช่น Workflow Automation with n8n แพลตฟอร์มโอเพนซอร์สสำหรับ Workflow Automation และ Workflow Orchestration ที่ทรงพลัง ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับบริการต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นผ่าน Interface แบบ Visual โดยลดความจำเป็นในการเขียนโค้ด ทำให้การสร้างระบบอัตโนมัติและการเชื่อมต่อ AI เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สายงาน Cloud Computing Engineer
Cloud Computing Engineer คือผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ พัฒนา และดูแลระบบที่ทำงานบนแพลตฟอร์มคลาวด์ เช่น AWS, Azure หรือ Google Cloud หน้าที่หลักคือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และปรับขนาดได้ตามความต้องการของธุรกิจ ทั้งในการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และการเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ต้องเข้าใจเรื่องระบบเครือข่าย ความปลอดภัย การเขียนโปรแกรม และการจัดการฐานข้อมูล รวมถึงทักษะงาน DevOps, Automation และการวิเคราะห์ต้นทุนผ่านแนวคิด FinOps เพื่อให้ระบบคลาวด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตขององค์กรในยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน.
ทักษะที่ Cloud Computing Engineer ต้องมี
Cloud Computing Engineer ต้องมีทักษะที่ครอบคลุมทั้งเทคนิคและการวางแผนระบบ โดยเริ่มจากความเชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มคลาวด์หลัก เช่น AWS, Azure หรือ Google Cloud รวมถึงทักษะในการออกแบบและจัดการสถาปัตยกรรมคลาวด์ (Cloud Architecture) การเขียนโปรแกรมและสคริปต์ด้วยภาษาอย่าง Python หรือ C# เพื่อทำระบบอัตโนมัติ ความเข้าใจระบบเครือข่ายและความปลอดภัยของข้อมูล (Cloud Security) การจัดการฐานข้อมูลทั้ง SQL และ NoSQL การใช้เครื่องมือ Infrastructure as Code เช่น Terraform หรือ Ansible ความสามารถวิเคราะห์ต้นทุนผ่านแนวคิด FinOps เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้ยังต้องมีทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมหลากหลาย เพื่อให้ระบบคลาวด์ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
แนวโน้มอาชีพ Cloud Computing Engineer ในปี 2025
ในปี 2025 อาชีพ Cloud Computing Engineer ยังคงเป็นหนึ่งในสายงานที่เติบโตเร็วและมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การผลิต หรือบริการสาธารณะ แนวโน้มสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Multi-Cloud และ Hybrid Cloud ที่เป็นมาตรฐานใหม่ การผสาน AI, IoT และ Edge Computing เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เพื่อรองรับนวัตกรรมเรียลไทม์ และการเน้นเรื่อง Cloud Security และ FinOps เพื่อควบคุมต้นทุนและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Cloud Computing Engineer ยังต้องปรับตัวให้สามารถทำงานร่วมกับทีมข้ามสายงานและข้ามพรมแดนได้ดี เพื่อรองรับการทำงานแบบ Distributed และ Remote-first ที่กลายเป็นวิถีใหม่ขององค์กรยุคหลังโควิด
ทักษะใหม่ที่ Cloud Computing Engineer ต้องมีในปี 2025
ในปี 2025 Cloud Computing Engineer ต้องเสริมทักษะใหม่เพื่อรับมือกับระบบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบ Cloud-native และ Multi-cloud ที่สามารถปรับขนาดและโยกย้ายข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยืดหยุ่น การใช้ AI และ Machine Learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรและการตรวจสอบระบบแบบอัตโนมัติ การทำงานร่วมกับ Edge Computing เพื่อรองรับการประมวลผลที่ตำแหน่งใกล้กับผู้ใช้งานในแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ต้นทุนผ่านแนวคิด FinOps เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายบนคลาวด์อย่างแม่นยำ และการเสริมความรู้ Cloud Security และ Zero Trust Architecture เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนมากขึ้น ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้ Cloud Computing Engineer สามารถออกแบบระบบที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ธุรกิจยุคดิจิทัลได้ดี
เรียนรู้ทักษะ Cloud Computing Engineer
9 Expert training เปิดอบรมสร้างทักษะ Cloud Computing Engineer อย่างครบวงจร ยกตัวอย่างเช่น Advanced Power Automate (Cloud) สอนการออกแบบกระบวนการอัตโนมัติ เพื่อสร้างทักษะขั้นสูงโดยใช้ Power Automate ร่วมกับบริการต่าง ๆ ของ Microsoft 365 เช่น การสื่อสาร งานเอกสาร ความสามารถด้าน Data และ AI และการขยายฟังก์ชันผ่าน Custom Connectors และ 3th party APIs เพื่อใช้งานและจัดการกระบวนการอัตโนมัติที่ซับซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตภายในองค์กร
สายงาน AI / Machine Learning Specialist
AI / Machine Learning Specialist คือผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ พัฒนา และปรับใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติจากข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยมีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ การเงิน การผลิต และการขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญสายนี้ต้องมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ สถิติ การเขียนโปรแกรม (เช่น Python, R) และการจัดการข้อมูล รวมถึงความเข้าใจในอัลกอริทึมการเรียนรู้ เช่น Supervised, Unsupervised และ Reinforcement Learning เพื่อสร้างโมเดลที่แม่นยำและนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังต้องสามารถทำงานร่วมกับทีมข้ามสายงาน เช่น นักพัฒนา UX/UI นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัลได้ดี
ทักษะที่ AI / Machine Learning Specialist ต้องมี
AI / Machine Learning Specialist ต้องมีทักษะที่ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาการข้อมูลและการเขียนโปรแกรม โดยเริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกในคณิตศาสตร์และสถิติ เช่น Linear Algebra, Probability และ Optimization ซึ่งเป็นพื้นฐานของอัลกอริทึมในงาน ML นอกจากนี้ยังต้องเชี่ยวชาญภาษาโปรแกรมอย่าง Python หรือ R และเครื่องมือยอดนิยม เช่น TensorFlow, PyTorch, Scikit-learn และ Jupyter Notebook รวมถึงทักษะด้าน Data Wrangling (การจัดการข้อมูลให้พร้อมใช้งาน เช่น การทำความสะอาดหรือแปลงข้อมูล) การสร้างและปรับแต่งโมเดล (Model Tuning) การประเมินผลด้วย Metrics ที่เหมาะสม และการนำโมเดลไปใช้งานจริงผ่าน API หรือ Production เข้าใจแนวคิดด้าน MLOps, Cloud Computing และการทำงานร่วมกับทีมข้ามสายงาน เพื่อให้สามารถสร้างโซลูชัน AI ที่แม่นยำ ปรับขนาดได้ และตอบโจทย์ธุรกิจในโลกยุคดิจิทัล
แนวโน้มอาชีพ AI / Machine Learning Specialist ในปี 2025
ในปี 2025 อาชีพ AI / Machine Learning Specialist ยังคงเป็นหนึ่งในสายงานที่เติบโตเร็วที่สุด รับเงินเดือนเป็นกอบเป็นกำ เพราะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การสร้างระบบ Chatbot อัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติและระบบวินิจฉัยทางการแพทย์ ความต้องการแรงงานในตำแหน่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบทบาทใหม่ เช่น Prompt Engineer, AI Trainer และ AI Business Strategist ที่เน้นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ต้องมีทักษะการเขียนโปรแกรม (เช่น Python, SQL), ความเข้าใจใน Machine Learning, Deep Learning และ Generative AI รวมถึงความสามารถในการใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT, Midjourney และเทคนิค Prompt Engineering เพื่อดึงศักยภาพของโมเดลให้ได้สูงสุด ทั้งยังมีโอกาสเติบโตสู่ตำแหน่งผู้บริหารด้านเทคโนโลยีหรือทำงานทางไกลกับบริษัทระดับโลกได้อย่างไร้พรมแดน
ทักษะใหม่ที่ AI / Machine Learning Specialist ต้องมีในปี 2025
ในปี 2025 AI / Machine Learning Specialist ต้องเสริมทักษะใหม่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดที่เน้นความเร็ว ความแม่นยำ และการใช้งานจริงมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะด้าน Prompt Engineering เพื่อสื่อสารกับโมเดล Generative AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะการทำ AI Workflow เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติ ที่ลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนา มีความเข้าใจใน MLOps และ DataOps เพื่อจัดการโมเดลและข้อมูลในระดับองค์กร คล่องการใช้เครื่องมือ Low-Code / No-Code เพื่อสร้างต้นแบบได้รวดเร็ว และการผสาน AI เข้ากับระบบธุรกิจผ่าน API หรือแพลตฟอร์มคลาวด์ นอกจากนี้ยังต้องมีทักษะด้าน Ethical AI และ Explainable AI เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือในสายตาผู้ใช้งานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เรียนรู้ทักษะ AI / Machine Learning Specialist
9Expert training เปิดอบรมสร้างทักษะ AI / Machine Learning Specialist หลายวิชา เช่น Machine Learning using Python ที่สอนหลักการของ AI และ Machine Learning ผู้อบรมสามารถนำภาษา Python มาประยุกต์ใช้งาน AI และ Machine Learning ได้เป็นอย่างดี
สายงาน Data Analyst / Engineer / Scientist
ตำแหน่ง Data Analyst, Data Engineer และ Data Scientist เป็นสามบทบาทสำคัญในสายงานข้อมูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ที่สามารถใช้ขับเคลื่อนธุรกิจได้ โดย Data Analyst มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายงาน และนำเสนอ Insight เพื่อช่วยในการตัดสินใจขององค์กร ส่วน Data Engineer จะรับผิดชอบด้านการออกแบบ สร้าง และดูแลโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูล เช่น Data Pipeline, Data Warehouse และระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
ตำแหน่ง Data Scientist คือผู้เชื่อมโยงข้อมูลกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยมีบทบาทในการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลจำนวนมหาศาลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อค้นหาแนวโน้ม รูปแบบ และข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า ใช้เครื่องมือทางสถิติ อัลกอริทึม และเทคโนโลยี ML เพื่อสร้างโมเดลที่สามารถคาดการณ์หรือสนับสนุนการตัดสินใจได้ ทั้งสามตำแหน่งต้องมีความเข้าใจเรื่อง SQL การจัดการข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์หรือประมวลผล เช่น Python, Spark หรือ Tableau ยุคที่ข้อมูลคือทรัพย์สินหลักขององค์กร อาชีพเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
ทักษะที่ Data Analyst / Engineer / Scientist ต้องมี
Data Analyst / Engineer / Scientist ต้องมีทักษะเทคนิคและการสื่อสารเพื่อจัดการและแปลงข้อมูลให้เกิดคุณค่าเชิงธุรกิจ โดย Data Analyst ควรมีความเชี่ยวชาญในสถิติ SQL, Excel, Python (หรือ R) และเครื่องมือ Visualization เช่น Tableau หรือ Power BI เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลอย่างเข้าใจง่าย ส่วน Data Engineer ต้องมีทักษะด้านการออกแบบ Data Pipeline การจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (เช่น BigQuery, Snowflake) การใช้เครื่องมือ Infrastructure as Code เช่น Airflow หรือ Terraform และความเข้าใจในระบบคลาวด์ เช่น AWS หรือ GCP มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสื่อสารกับทีมข้ามสายงาน เพื่อให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
แนวโน้มอาชีพ Data Analyst / Engineer / Scientist ในปี 2025
ในปี 2025 อาชีพ Data Analyst / Engineer / Scientist ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในทุกอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการตัดสินใจอย่างแม่นยำและขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้วย Insight ที่เชื่อถือได้ แนวโน้มสำคัญคือการผสานข้อมูลจากหลายแหล่งแบบ Real-time ผ่าน Cloud และ API การใช้เทคนิค DataOps เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการข้อมูล การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์หรือจัดการ Pipeline โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการเน้นเรื่อง Data Governance และความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น รวมถึงการพัฒนา Data Product ที่ตอบโจทย์ธุรกิจโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญสายนี้จึงต้องมีทั้งทักษะเชิงเทคนิคและความเข้าใจบริบทธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล
ทักษะใหม่ที่ Data Analyst / Engineer / Scientist ต้องมีในปี 2025
ในปี 2025 Data Analyst และ Data Engineer ต้องเสริมทักษะใหม่เพื่อรับมือกับข้อมูลที่มีปริมาณมากขึ้นและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการใช้ AI และ Automation เพื่อช่วยวิเคราะห์และจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติ, ความเข้าใจในแนวคิด DataOps และ MLOps เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการ Pipeline และการนำโมเดลไปใช้งานจริง การใช้เครื่องมือ Low-Code / No-Code เพื่อสร้าง Dashboard หรือระบบวิเคราะห์ได้รวดเร็ว การจัดการข้อมูลแบบ Real-time และ Streaming Data ด้วยเทคโนโลยีอย่าง Apache Kafka หรือ Snowflake การทำ Data Governance และความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้การใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมาย ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสามารถสร้าง Insight ที่แม่นยำและนำไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนรู้ทักษะ Data Analyst / Engineer / Scientist
9Expert training เปิดอบรมสร้างทักษะ Data Analyst / Engineer / Scientist ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงระดับก้าวหน้าหลายวิชา เช่น Data Analyst Career Path ที่ช่วยให้เข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างเป็นระบบ พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ผู้บริหารเข้าใจง่าย ตั้งแต่การเตรียมข้อมูล จนถึงการใช้ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสรุป Insight ไปจนถึงการเล่าเรื่องด้วยข้อมูล (Data Storytelling) เพื่อสื่อสารผลลัพธ์ให้ผู้บริหารและทีมงานเข้าใจง่าย
วิชา Data Engineering & Business Intelligence Career Path หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาให้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง ตั้งแต่การออกแบบ Data Model การเตรียมและเชื่อมโยงข้อมูล ผู้อบรมจะได้ฝึกใช้ข้อมูลจริงในองค์กร เพื่อวิเคราะห์และสื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Enterprise) สอนการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงลีก (Data Engineering & Business Intelligence) เชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงโครงสร้าง และนำเสนอผลลัพธ์ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
สรุปเนื้อหา
ตรงกันข้ามกับที่สื่อเสนอ content ว่าอาชีพพัฒนาซอฟต์แวร์ตายแล้ว เพราะในความเป็นจริงงาน Dev ยังไม่ตาย แต่กลับมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทุกสายอาชีพ แต่การพัฒนาฯ ปี 2025 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเป็นแกนหลักของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น AI และ Generative AI ที่ช่วยสร้างโค้ด ทดสอบระบบ และออกแบบซอฟต์แวร์ได้อัตโนมัติ รวมถึงการพัฒนาแบบ Low-Code / No-Code ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจและบุคคลทั่วไปสร้างแอพได้โดยไม่ต้องพึ่งคนโค้ดมืออาชีพ นอกจากนี้งาน Cloud-Native และ Multi-Cloud ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่มาแรง
นักพัฒนาฯ จำเป็นต้องปรับตัวในแง่กลยุทธ์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการใช้วัฒนธรรม Agile และ DevOps เพื่อเพิ่มความเร็วและคุณภาพของการส่งมอบงาน ให้ความสำคัญกับ Cybersecurity ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ (Security by Design) และการประมวลผลแบบ Edge Computing ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ เช่น Smart Factory และ Smart City นักพัฒนาที่สามารถใช้ AI, Cloud และเครื่องมือใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน 9Expert Training ได้จัดให้มีหลักสูตร Career Path Program เพื่อนักพัฒนาฯ ทุกระดับได้อัพเดตทักษะเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ได้รับเงินเดือนระดับสูงสุด