นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องรู้ลึกแค่ไหนในปี 2025

ในปี 2025 นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะรอดจากการถูก disrupt ไม่ใช่ผู้เขียนโค้ดเก่งที่สุด ขยันที่สุด full-stack ที่สุด ทำงานได้รวดเร็วที่สุด หรือแม้แต่ฉลาดที่สุด แต่ผู้ที่จะรอดจากการถูก disrupt คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด
นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องรู้ลึกแค่ไหนในปี 2025
ทักษะ (ระบุได้หลายทักษะ)
นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องรู้ลึกแค่ไหนในปี 2025

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องรู้ลึกแค่ไหนในปี 2025

ในปี 2025 นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะรอดจากการถูก disrupt  ไม่ใช่ผู้เขียนโค้ดเก่งที่สุด ขยันที่สุด full-stack ที่สุด ทำงานได้รวดเร็วที่สุด หรือแม้แต่ฉลาดที่สุด แต่ผู้ที่จะรอดจากการถูก disrupt คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะเทคโนโลยีในการพัฒนาซอฟต์แวร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตลาดแรงงานต้องการทักษะที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้นักพัฒนาฯ ลำบากขึ้น เพราะต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวสู่ทักษะใหม่ ๆ แต่ก็ชดเชยด้วยค่าตอบแทนที่ก้าวกระโดด และการมีเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และงานเสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิม

บทความนี้ 9Expert Training จะนำสนอวิธีปรับตัวสำหรับนักพัฒนาฯ ทั้งมือใหม่และมือเก่า เพื่อรับแรงกระแทกจากความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาดแรงงาน ความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการสร้าง application software แบบก้าวหน้า เช่น แอพ Cloud-native แอพที่บูรณาการ AI แอพที่ทนทานจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ แอพที่บูรณาการ Microservices และ Serverless functions  แอพควบคุมฮาร์ดแวร์ (เช่นงาน IoT และงานฝังตัว) ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่นักพัฒนาฯ ในปี 2025 จะต้องเรียนรู้ใหม่หมด

Microservice และ Serverless functions มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในในปี 2025

ภูมิทัศน์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนไปของ 2025

ภูมิทัศน์ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในปี 2025 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของนักพัฒนาฯ ในหกประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

  1. เมื่อ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมทีม: เราใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด แก้บัก และปรับปรุงประสิทธิภาพของโค้ดได้โดยอัตโนมัติ ผู้ช่วย AI อัจฉริยะสามารถวางแผนและจัดการงานบางอย่างได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์ มีเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้การเขียนโค้ดทำได้เร็วขึ้น ช่วยสนับสนุนงาน DevOps (การทำงานของนักพัฒนาฯ ตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บความต้องการจนถึงขั้นตอนปล่อยให้ใช้งาน)  ยกตัวอย่างเครื่องมือเหล่านี้คือ  GitHub Copilot   ตัวใหม่ที่เพิ่งออก ได้บูรณาการกับ GPT-5 เพื่อทำหน้าที่เป็นคู่หูเขียนโค้ดที่สามารถช่วยเขียนและตรวจสอบโค้ดได้อย่างอัตโนมัติ อีกตัวอย่างคือ Jenkins X ที่เป็น Jenkins เวอร์ชันเสริม AI เป็นแพลตฟอร์ม CI/CD แบบ Cloud-native ที่ถูกสร้างขึ้นบน Kubernetes เพื่อช่วยให้ทีมพัฒนาฯ สามารถส่งมอบซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ลึกเกี่ยวกับ Kubernetes หรือ Tekton มาก่อน
  2. เครื่องมือ Low-Code และ No-Code (LC/NC) ใหม่: เครื่องมือ LC/NC แบบปี 2025 เน้นการผสาน cloud และ AI ช่วยให้ผู้ที่ไม่ใช่นักเขียนโค้ดสามารถสร้างแอพได้ ส่วนนักเขียนโค้ดมืออาชีพจะสามารถใช้มันช่วยตั้งโครงสร้างแล้วเขียนฟีเจอร์เฉพาะทางเองบางส่วน หรือใช้ช่วยสร้างตัวต้นแบบอย่างเร่งด่วน  ยกตัวอย่างเครื่องมือ LC/NC เช่น Microsoft Power Apps ที่ช่วยให้เราสร้างแอพได้ด้วยการลากและหยอด หรือนำแบบจำลองที่ Microsoft เตรียมไว้มาปรับแต่งให้ตรงความต้องการอย่างรวดเร็ว อีกตัวอย่างเครื่องมือ LC/NC คือ Google AppSheet ที่เปลี่ยน spreadsheet ให้กลายเป็น Mobile app และ Web app ที่มีฟีเจอร์ AI/ML สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้ด้วย
  3. DevSecOps เพื่อความปลอดภัยเชิงรุก: DevSecOps เป็นแนวทางใหม่ ที่ผสมผสานการรักษาความปลอดภัยกับกระบวนการพัฒนาตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมนักพัฒนาฯ และทีมนักวิเคราะห์ความปลอดภัยในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การสแกนโค้ด การทดสอบช่องโหว่ และตรวจสอบการกำหนดค่า (configuration) เมื่อการรักษาปลอดภัยถูกผนวกเข้ากับกระบวนการ DevOps เป็นเนื้อเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือลดความเสี่ยง เพิ่มความเร็วในการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ ๆ และสร้างความมั่นใจว่าซอฟต์แวร์ปลอดภัยในการใช้งาน
  4. ใช้ AI ควบคุม CI/CD : กระบวนการบูรณาการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Integration ย่อ CI) จะรวบรวมโค้ดจากนักพัฒนาฯ หลายคนเข้าด้วยกัน และทดสอบอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบคุณภาพ ส่วนกระบวนการ deploy ต่อเนื่อง (Continuous Deployment ย่อ CD) ช่วยเราปล่อยฟีเจอร์ใหม่หรือแก้ไข bug ไปยัง server หรือ   cloud ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอโดยอัตโนมัติ ทักษะของนักพัฒนาฯ ในปี 2025 คือ สามารถบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการ CI/CD เพื่อลดความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยอัตโนมัติในทุกขั้นตอนการผลิต
  5. ซอฟต์แวร์ยั่งยืน (Green Software) : ซอฟต์แวร์ที่ถูก optimize ให้ใช้พลังงานน้อยลง หลีกเลี่ยงโค้ดที่กินทรัพยากรเกินจำเป็น ลดการกินแรงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใน data center กลายเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่องค์กรใหญ่กำหนดให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของปี 2025
  6. เทคโนโลยีเกิดใหม่มาแรง: ปี 2025 มีเทคโนโลยีที่ใช้ AI ช่วยงานพัฒนา ฯ เกิดใหม่จำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น  เครื่องมือ AIOps ที่ผสาน AI กับการทำ DevOps เพื่อให้กระบวนการฉลาดขึ้น ยกตัวอย่างเครื่องมือ AIOps ได้แก่ Windsurf และ Dagger อีกเทคโนโลยีเกิดใหม่คือ IDE อัจฉริยะ (Integrated Development Environment แอพที่ผนวกเครื่องมือและคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาฯ ไว้ในที่เดียว) สามารถเข้าใจบริบท มีระบบจดจำการสนทนาและแสดงผลกระทบของการแก้ไขโค้ด ยกตัวอย่างเครื่องมือ IDE อัจฉริยะคือ Cursor และ Claude Code

 
อีกตัวอย่างของเทคโนโลยีเกิดใหม่คือ AI Agent Builder ใช้สร้าง Agentic AI  ไว้จัดการ workflow ที่ซับซ้อน โดยสร้าง Agentic AI  หลาย ๆ ตัว แบ่งบทบาทเป็นตัวแทนนักเขียนโค้ด นักทดสอบ นักวิทยาการข้อมูล ฯลฯ แล้วให้ตัวแทนเหล่านี้ทำงานประสานกัน ยกตัวอย่างเครื่องมือสร้าง Agentic AI  ได้แก่ Microsoft AutoGen รองรับการสร้างตัวแทนแบบเชิงประกาศ เหมาะกับงานที่ต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ อีกตัวอย่างคือ LangGraph ที่ใช้โครงสร้างแบบกราฟเพื่อควบคุม workflow โดยละเอียด หมาะกับงานที่มีหลายขั้นตอน เช่นงานคัดแยกและจัดลำดับความสำคัญของใบบอก (Ticket) เช่น ใบบอกรายงาน bug ใบบอกขอเพิ่มฟีเจอร์
 

คือการผสมผสาน AI กับการทำ DevOps เพื่อให้กระบวนการฉลาดขึ้น

ระบบนิเวศของการพัฒนาซอฟต์แวร์ปี 2025

ปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบนิเวศในวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยนักพัฒนาฯ ไม่ได้เป็นแค่ผู้เขียนโค้ด แต่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการระบบอัจฉริยะ ต้องเข้าใจทั้งเทคโนโลยีใหม่และบริบททางธุรกิจ นักพัฒนา ฯ ต้องปรับตัวไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นกลยุทธ์การอยู่รอดและเติบโตในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเขียนโค้ด การรักษาความปลอดภัย และการปรับตัวต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ต่อไปนี้เป็นรายการจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่นักพัฒนา ฯ จะต้องเผชิญในปี 2025

  • แอพประสิทธิภาพสูง: แอพที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้รวดเร็วมีเสถียรภาพ และตอบสนองต่อผู้ใช้ได้ดีในสภาวะที่ใช้งานหนักหรือมีข้อมูลจำนวนมาก โดยมักใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การทำงานกับตัวประมวลผลกราฟฟิก (GPU) การประมวลผลคู่ขนาน (multi-threading) และสถาปัตยกรรมที่ทำงานใน cloud  (cloud-native architecture)
  • Microservices และ Serverless functions : ระบบเดิมที่ทำงานแบบเดี่ยว ๆ ได้ถูกแทนที่ด้วยบริการย่อยหลาย ๆ ตัวที่เราสามารถพัฒนาและปรับขนาดแยกกันได้ (Microservices & Serverless) เพิ่มความยืดหยุ่นในการอัปเดต ลดผลกระทบจากข้อผิดพลาด ช่วยลดระยะเวลาวงรอบการพัฒนา
  • แอพแบบ Cloud-native : คือแอพที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานบน cloud เป็นหลัก ซึ่งมีข้อดีคือสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของ cloud ได้อย่างเต็มที่ ใช้ Microservices ทำงานบนคอนเทนเนอร์ Docker ร่วมกับ Kubernetes รองรับ DevOps และ CI/CD เพื่อการอัปเดตและปรับปรุงระบบได้อย่างรวดเร็วโดยไม่กระทบผู้ใช้ ยืดหยุ่นสูง ปรับขนาดตามความต้องการได้ทันที ลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไม่ต้องลงทุนใน Server หรือฮาร์ดแวร์เอง เพิ่มความเร็วของการพัฒนา ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ได้ทันที มีความน่าเชื่อถือ ระบบไม่ล่มแม้ในขณะอัปเดต
  • การรักษาความปลอดภัยแบบฝังตัวแต่ต้น (DevSecOps): การทดสอบความปลอดภัยจะฝังอยู่ในเครื่องมือพัฒนาและในกระบวนการ CI/CD เพื่อป้องกันการโจมตีตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนโค้ด การปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น GDPR และ HIPAA จะเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างเครื่องมือ DevSecOps ได้แก่ Falco   ที่สามารถตรวจจับภัยคุกคามขณะรันระบบ ตรวจสอบพฤติกรรมของคอนเทนเนอร์เพื่อหากิจกรรมที่น่าสงสัย เครื่องมือ Spacelift รักษาความปลอดภัยในกระบวนการ IaC (Infrastructure as Code) บังคับใช้นโยบายแบบรวมศูนย์ รองรับการใช้งานหลายผู้ใช้อย่างปลอดภัย และเครื่องมือ OWASP ZAP ที่ช่วยการทดสอบความปลอดภัยของแอพได้อย่างมีพลวัต
  • การพัฒนาแบบโค้ดน้อย: LC/NC เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้สร้างแอพได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเขียนโค้ดจำนวนมาก หรือไม่ต้องเขียนโค้ดเลย ยกตัวอย่างเครื่องมือ LC/NC ได้แก่ WeWeb + Xano และ FlutterFlow
  • คอมพิวเตอร์ควอนตัม: คอมพิวเตอร์ควอนตัมเริ่มมีบทบาทในการเข้ารหัสและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการต่าง ๆ เช่น การประมวลผลชุดข้อมูลขนาดมหาศาลแบบเรียลไทม์ การจำลองและการสร้างแบบจำลอง เช่นการจำลองโมเลกุล ฟิสิกส์ หรือเศรษฐศาสตร์ที่ให้ความแม่นยำสูง
DevSecOps คือแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ยุคใหม่ ที่รวมการรักษาความปลอดภัยในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ แทนที่จะเป็นเพียงขั้นตอนสุดท้าย

คุณสมบัติที่นักพัฒนาฯ ควรมีในปี 2025

เมื่อระบบนิเวศและภูมิทัศน์ของการพัฒนาฯ เปลี่ยนไป นักพัฒนาฯ จึงจำเป็นต้องปรับตัวตาม โดยต้องปรับตัวในสองหัวข้อหลัก ได้แก่ทักษะพื้นฐานและทักษะก้าวหน้า ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ทักษะพื้นฐาน

ทักษะการเขียนโค้ด การคิดอัลกอริทึม ความเข้าใจแบบแผนหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย (design pattern) การเขียนโค้ดได้คล่องหลายภาษาตามความเหมาะสมของงาน ความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจและการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ framework ที่สำคัญ (เช่น .NET, React, Django และ Flutter) การประยุกต์ใช้เครื่องมือคอนเทนเนอร์ (เช่น Docker, Kubernetes) การรู้จักใช้เครื่องมือ LC/NC เพื่อช่วยเร่งการพัฒนาต้นแบบ การสร้างซอฟต์แวร์แบบยั่งยืน (Green Software) เพื่อประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีทักษะพื้นฐานเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการอุดช่องโหว่

ในปี 2025 ทักษะพื้นฐานที่นักพัฒนาฯ ควรมี ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

  • โครงสร้างข้อมูลและอัลกอริทึม: ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล เช่น array, linked list, stack, queue โครงสร้างแบบต้นไม้ ฯลฯ ต้องคิดอัลกอริทึมเป็น เพราะคือหัวใจของการออกแบบโค้ดที่แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความชำนาญภาษาโปรแกรม: ควรเชี่ยวชาญอย่างน้อย 1 ภาษา เช่น Python, JavaScript, C#, Java โดยเลือกตามสายงานที่สนใจ เช่น เว็บ, แอพมือถือ หรืองาน AI ภาษาโค้ดที่ได้รับความนิยมสิบอันดับต้นในปี 2025 ได้แก่ Python, JavaScript/TypeScript, Java, C++, C#, Go, Rust ฯลฯ การเรียนรู้ภาษาเหล่านี้ทั้งหมดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัครทำงาน และช่วยให้เราเข้าถึงชุมชนและทรัพยากรจำนวนมาก เช่น เอกสาร ตัวอย่างโค้ด และ forum ช่วยเหลือ รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, Web3, Cloud-native และ IoT ช่วยให้พัฒนาแอพที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยได้ง่ายขึ้น หากท่านสนใจ AI หรือวิทยาการข้อมูล ควรเริ่มจาก Python ถ้าพัฒนาเว็บ JavaScript และ TypeScript คือคู่หูที่ยอดเยี่ยม ถ้าต้องการประสิทธิภาพสูงให้สนใจใน C++ หรือ Rust ถ้าทำงานกับเว็บแอพ .NET (เช่น Blazor United) ภาษา C# คือทางเลือกที่แข็งแกร่ง
  • เครื่องมือพัฒนา (IDE และ Text Editor): เช่น Visual Studio Code, JetBrains ช่วยให้เขียนโค้ดได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
  • ฐานข้อมูล (Databases):  เข้าใจ SQL และ NoSQL เพื่อใช้ในการจัดเก็บและเรียกข้อมูล
  • ระบบปฏิบัติการและเครือข่ายเบื้องต้น: เข้าใจการทำงานของ OS เช่น Linux, Windows รู้การทำงานของโปรโตคอลพื้นฐานอย่าง TCP/IP และ HTTP
  • การทดสอบซอฟต์แวร์ (Software Testing): รู้วิธีทดสอบเป็นส่วน ๆ (Unit testing) และทดสอบเชิงบูรณาการ (Integration testing) เพื่อให้ซอฟต์แวร์มีคุณภาพและลดข้อผิดพลาด
  • การพัฒนาแบบข้ามแพลตฟอร์ม: เช่น .NET, React Native, Flutter ที่ช่วยให้เขียนโค้ดครั้งเดียว สามารถนำไปใช้ได้ในหลาย ๆ สภาพแวดล้อม
  • ความเข้าใจในวงจรชีวิตซอฟต์แวร์: สามารถวางแผน พัฒนา ทดสอบ และบำรุงรักษาแอพได้อย่างเป็นระบบ
การพัฒนาแอพแบบ Cloud-native ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2025

ทักษะก้าวหน้า

ทักษะพิเศษเพิ่มเติมจากทักษะพื้นฐานที่นักพัฒนาฯ ควรมีในปี 2025 ได้แก่ การมีความคิดเชิงกลยุทธ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนด้วยวิธีคิดเชิงวิพากษ์ ความเชี่ยวชาญในการทำ DevOps (เช่น Docker, Kubernetes, CI/CD) เพื่อปรับใช้และขยายระบบโดยอัตโนมัติ ทักษะในการสร้าง Machine learning ด้วยการออกแบบและประยุกต์ใช้แบบจำลองเพื่อสร้างระบบอัจฉริยะเชิงทำนาย ทักษะในระบบควบคุมเวอร์ชัน (Git) และความรู้เบื้องต้นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อฝังแนวทางความปลอดภัยไว้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ

  • รู้วิธีตักตวงประโยชน์จาก framework: การใช้ framework ที่เหมาะจะช่วยให้งานเสร็จเร็วและเป็นมาตรฐาน ควรใช้ framework และ library ยอดนิยม เช่น .NET, Flask, Django, Vue, React ฯลฯ เพื่อให้การพัฒนาเแอพมีประสิทธิภาพสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น เข้าใจโครงสร้างและแนวคิดของแต่ละ framework  ใช้ฟีเจอร์ที่มีอยู่ให้เต็มที่ ใช้ library เสริมที่ชุมชนนักพัฒนา ฯ นิยม เรียนรู้จากตัวอย่างและโปรเจกต์จริง ใช้ CLI และเครื่องมืออัตโนมัติ ติดตามเอกสารและอัปเดตเวอร์ชัน เชื่อมโยงเทคโนโลยีหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่นใช้ Django ร่วมกับ React เพื่อการพัฒนาแบบ full-stack ใช้ .NET ร่วมกับ Blazor สำหรับเว็บที่โต้ตอบได้ดีโดยใช้ภาษา C# ทั้งใน front- end และ back-end
  • เชี่ยวชาญการพัฒนา Cloud-native: การจะเชี่ยวชาญการพัฒนาแอพแบบ Cloud-native ได้ จะต้องเข้าใจเทคโนโลยีต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น สถาปัตยกรรม Microservices การใช้คอนเทนเนอร์ การทำให้คอนเทนเนอร์หลายชุดทำงานประสานกันได้โดยใช้ Kubernetes หรือเครื่องมืออื่นที่คล้ายกัน
  • อัปเดตทักษะในการทำ DevOps: เครื่องมือทำ CI/CD (เช่น Git, Jenkins, GitLab) ในปี 2025 ได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการสร้างแอพ cloud เดี่ยวและหลาย cloud เทรนด์ใหม่ใน DevOps ปี 2025 ได้แก่การผสาน AI/ML เข้ากับ pipeline เพื่อการทดสอบและ deploy อย่างชาญฉลาด การเน้นวิศวกรรมเพลตฟอร์ม (Platform Engineering) เพื่อสร้างเส้นทางให้ทีมพัฒนาฯ นำไปใช้ได้ง่าย การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การทำตามระเบียบและข้อกำหนด การประหยัดเงิน ได้กลายเป็นหัวใจของ pipeline ทำ DevOps ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ (เช่น GitHub Actions, GitLab CI/CD, Bitbucket Pipelines ฯลฯ) ที่ผสานกับระบบควบคุมเวอร์ชันได้โดยตรง การสร้าง workflow ด้วย YAML
  • สร้างแอพแบบ Agentic AI  : สามารถพัฒนาแอพขับเคลื่อนด้วย Agentic AI  ที่เข้าใจเจตนาของผู้ใช้ ทำงานข้ามแอพ ข้ามอุปกรณ์และข้ามองค์กรได้ สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ส่วนบุคคลจนถึงระดับองค์กร สร้างแอพที่ตัดสินใจและดำเนินการได้ด้วยตนเอง ผู้ใช้งานทำหน้าที่เพียงกำกับทิศทาง ยกตัวอย่างเครื่องมือสร้างแอพ Agentic AI ได้แก่ OpenAgents เป็นแพลตฟอร์มเปิดสำหรับการสร้างและแบ่งปัน Agentic AI  ซึ่งมี Agentic AI  สำเร็จรูปแบบ plug and play พร้อมเครื่องมือพัฒนาให้ใช้งานฟรี
  • ฟังก์ชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์: คนโค้ดในปี 2025 ต้องคล่องการสร้างและใช้งาน “ฟังก์ชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์” (Serverless function) ใน cloud  ยกตัวอย่างเช่น  Azure  มี Azure Functions, Amazon มี AWS Lambda และ Google มี Google Cloud Functions ข้อดีของฟังก์ชันแบบไร้เซิร์ฟเวอร์คือ ช่วยให้เราเขียนโค้ดได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง เช่น เมื่อเรียก API หรือเกิดเหตุการณ์บางอย่าง โค้ดจะถูกเรียกใช้ทันที แล้วระบบจะจัดการเรื่องฮาร์ดแวร์ให้ทั้งหมด ผู้พัฒนาไม่ต้องจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (อย่าง data center) คิดค่าบริการตามจำนวนครั้งที่เรียกใช้ เพิ่มและลดโหลดได้อัตโนมัติ รองรับผู้ใช้จำนวนมากโดยไม่ต้องปรับแต่งเอง เหมาะกับงานที่เกิดตามเหตุการณ์ เช่น การอัปโหลดไฟล์, การส่งอีเมล, ฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อ webhook (กลไกการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างระบบหรือแอพ โดยผู้ใช้ไม่ต้องส่งคำขอซ้ำ ๆ)
  • คล่อง IaC : คนโค้ดในปี 2025 ต้องสามารถ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วยโค้ด” (Infrastructure as Code ย่อ IaC) เพื่อจัดการและจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้วยการเขียนสคริปต์คำสั่งหรือป้อนพิมพ์ใน terminal  (แทนการทำด้วยมือผ่านหน้า GUI) เป็นเทคโนโลยีและแนวทางใหม่ที่เข้ามาเสริมศักยภาพของ DevOps และวิศวกรรมเพลตฟอร์ม เครื่องมืออย่าง OpenTofu ได้กลายเป็นทางเลือกที่จริงจังแทน Terraform โดยเฉพาะในโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพราะมีจุดเด่นที่ความเป็น open-source และการพัฒนาอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดใหญ่มักใช้เครื่องมือ IaC หลายตัว เช่นใช้ Terraform, OpenTofu, และ Terragrunt ร่วมกัน
  • เก่งป้องกันโจมตีไซเบอร์ด้วย DevSecOps : สามารถร้างแอพที่ปกป้องตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ (Cloud Security) ได้ โดยใช้เครื่องมืออย่าง Cloudflare ที่สามารถป้องกัน DDoS, WAF, DNS Security และ CDN ได้ หรือ Check Point CloudGuard ที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อป้องกันภัยคุกคามภายในระบบได้ เข้าใจเทคนิคการ hack พื้นฐาน เช่น การดักและแทรกคำสั่งเจาะระบบ (อย่าง Query injection) พัฒนาแอพที่สามารถปกป้องตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ไม่ใช่แค่การใส่ฟีเจอร์ความปลอดภัยทั่วไป แต่คือการออกแบบให้แอพมีความสามารถในการตรวจจับ ตอบสนอง และปรับตัวต่อภัยคุกคามได้แบบเรียลไทม์ คล้ายเม็ดเลือดขาว หรือ “ระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัล”  ทำให้โค้ดปลอดภัยขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นการทำให้โค้ดซับซ้อนเพื่อป้องกันการอ่านหรือการทำวิศวกรรมย้อนรอยซอร์สโค้ด ป้องกันการดีคอมไพล์ ป้องกันการปลอมตัวและการ debug จากภายนอกเป็นต้น
  • ทักษะการเขียนโค้ดควบคุมฮาร์ดแวร์: งาน IoT งานฝังตัว ได้ถูกพัฒนาไปอย่างลึกซึ้งและหลากหลาย ครอบคลุมทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการเชื่อมโยงกับระบบ cloud  นักพัฒนาฯ ควรคล่องภาษา C/C++ สำหรับการเขียน firmware บนไมโครคอนโทรลเลอร์ เช่น ESP32 และ STM32 หรือภาษา Python ที่เหมาะกับบอร์ดราสเบอร์รี่พาย
  • เข้าใจการสื่อสาร: เช่นโปรโตคอล MQTT, CoAP สำหรับการส่งข้อมูลแบบเบา HTTP/REST สำหรับการเชื่อมต่อกับ API โปรโตคอล SPI, I2C และ UART สำหรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การใช้ AI บนอุปกรณ์ชายขอบ เช่น TinyML ที่สามารถรันบนบอร์ด Arduino หรือ ESP32 ได้ การประมวลผลภาพ เสียง หรือข้อความโดยใช้แบบจำลองอย่าง MobileNet และ Whisper การสร้างระบบควบคุมอัตโนมัติ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ การแจ้งเตือนผ่าน LINE หรือ Telegram

สรุปเนื้อหา

ทั้งหมดนี้คือภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปของการพัฒนาซอฟต์แวร์ปี 2025 เพื่อให้นักพัฒนาฯ รู้ว่าจำเป็นต้องมีความสามารถพื้นฐานและความสามารถพิเศษเพิ่มเติมอะไรบ้าง เช่น ทักษะในการพัฒนาแอพแบบ Cloud-native ทักษะสร้างแอพ สมรรถนะสูง ตักตวงประโยชน์จาก framework  library ยอดนิยม ทักษะในบวนการ DevOps, AIOps, DevSecOps ทักษะสร้างแอพที่รันบน cloud ทักษะสร้างและใช้งาน Serverless functions ทักษะต่อความเปลี่ยนแปลงในโลกคอนเทนเนอร์ ทักษะจัดการและจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้วยการเขียนสคริปต์คำสั่ง Bash (IaC) ทักษะการสร้างแอพที่ปกป้องตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ทักษะต้านทานการ hack ที่พบบ่อย ทักษะการเขียนโค้ดควบคุมฮาร์ดแวร์ เช่นงาน IoT งานฝังตัว ฯลฯ ท่านสามารถอัปเดตทักษะเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดด้วยการลงทะเบียน 9Expert Career Path Program ซึ่งครอบคลุมทุกทักษะสำคัญที่นักพัฒนาฯ ในปี 2025 จำเป็นต้องรู้