Generative AI กับ Agentic AI
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่า AI ที่เราใช้งานอยู่มีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจ AI 2 ประเภทหลักที่ควรรู้จัก คือ
- Generative AI
- Agentic AI
Generative AI: ผู้ช่วยที่รอคำสั่ง
Generative AI หรือ AI สร้างสรรค์ ที่จะสามารถสร้างเนื้อหาต่าง ๆ ให้กับเราได้ผ่านการ Prompt เป็นระบบที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ChatGPT, Gemini หรือเครื่องมือสร้างรูปภาพต่างๆ
ลักษณะการทำงาน
- รอการสั่งงาน (Reactive): ต้องรอให้เราป้อนคำสั่ง (Prompt) เสียก่อนจึงจะทำงาน
- สร้างเนื้อหา: สร้างข้อความ รูปภาพ โค้ด หรือเสียงตามที่เราขอ
- ใช้รูปแบบที่เรียนรู้: อาศัยความสัมพันธ์ทางสถิติที่เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมาก
ตัวอย่างการใช้งาน:
- นักเขียนใช้ AI ช่วยสร้างไอเดียเนื้อหา
- นักออกแบบใช้ AI สร้างภาพ กราฟฟิค Infographic ได้
- นักวิเคราะห์ใช้ Generative AI ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
จุดสำคัญ: มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบผลงานในทุกขั้นตอน
Agentic AI: ผู้ช่วยที่คิดและทำงานเอง
Agentic AI เป็นระบบที่ก้าวล้ำกว่า สามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งตลอดเวลา (Proactive) พร้อมมีเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้งานได้ หรือเรียกใช้ Agent อื่น ๆ เข้ามาร่วมทำงานได้
วงจรการทำงาน
- รับรู้สภาพแวดล้อม (Perceive)
- ตัดสินใจกระทำ (Decide)
- ดำเนินการ (Execute)
- เรียนรู้จากผลลัพธ์ (Learn)
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
Personal Travel Agent
- รับคำสั่งความต้องการของการท่องเที่ยว
- ค้นหาตั๋วเครื่องบิน ที่พักในหลายแพลตฟอร์มเอง
- ติดตามราคาและส่วนลด
- จัดการขั้นตอนการจองที่พัก ซื้อตั๋วเครื่องบิน
- ประสานงานการจอง
- ขอความช่วยเหลือจากเราเฉพาะเมื่อจำเป็น
Chain of Thought เป็นสมองของ Agentic AI
ทั้ง Generative AI และ Agentic AI ใช้ Large Language Model (LLM) เป็นพื้นฐาน แต่ในระบบ Agentic AI จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า "Chain of Thought Reasoning"
วิธีการทำงาน
ระบบจะแบ่งปัญหาซับซ้อนเป็นขั้นตอนเล็กๆ คล้ายกับวิธีคิดของมนุษย์
ตัวอย่าง: Agent สำหรับการการลาของพนักงาน
ขั้นตอนการคิดของ AI
- "ก่อนอื่นต้องเข้าใจความต้องการของงาน" → กฎของบริษัท กฎหมายแรงงาน
- "ค้นหาข้อมูลของพนักงานได้" → ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- "ตรวจสอบว่าสามารถลาประเภทดังกล่าวได้" → วันที่ที่ต้องการใช้งาน
- "บันทึก และแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง"→ ให้ข้อมูล กับพนักงาน หัวหน้างาน HR
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Generative AI กับ Agentic AI
| ด้าน | Generative AI | Agentic AI |
| การทำงาน |
|
|
| ด้านความซับซ้อน |
|
|
เคล็ดลับสำหรับผู้ใช้งานระหว่าง Generative AI กับ Agentic AI
| เลือกใช้ Generative AI เมื่อ | เลือกใช้ Agentic AI เมื่อ |
|
|
อนาคตของ AI การผสมผสานที่ลงตัว
ระบบ AI ที่ทรงพลังที่สุดจะไม่ใช่แค่ Generative AI หรือ Agentic AI อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะเป็น ผู้ร่วมงานอัจฉริยะ ที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควร:
- สร้างตัวเลือกหลายๆ แบบ (Generation)
- ตัดสินใจและลงมือทำ (Agentic Action)
ข้อควรพิจารณาก่อนเริ่มใช้งาน
- ประเมินความพร้อมขององค์กร
- ทักษะของทีม
- งบประมาณ
- โครงสร้างพื้นฐาน IT
- เริ่มจากจุดเล็กๆ
- ทดลองกับ pilot project
- วัดผลและปรับปรุง
- ขยายการใช้งานเมื่อเห็นผล
- ให้ความสำคัญกับการควบคุม
- กำหนดขอบเขตการทำงานชัดเจน
- มีระบบตรวจสอบและ monitoring
- เตรียมแผนรับมือเมื่อเกิดปัญหา
9Expert หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่าน จะเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้เราเลือกใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดในองค์กร และธุรกิจของท่าน
แนะนำหลักสูตร
- Generative AI for Business Transformation (2 Days)
- Microsoft 365 Copilot for Business Professionals (2 Days)
- AI Builder in Power Platform for Business (2 Days)
- AI Agents with Microsoft Copilot Studio (1 Day)
- AI Automation Agent with Make.com (2 Days)
- Workflow Automation with n8n (2 Days)
- GitHub Copilot for Developer (2 Days)